หลังจากให้สัญญาชาวทวิตเตอร์ไว้ อีลอน มัสก์ ซีอีโอของเทสลาก็จัดการขายหุ้นของเขาในบริษัทเทสลาออกไปราว 900,000 หุ้น ซึ่งทำรายได้สุทธิให้เขาได้มากกว่า 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 37,000 ล้านบาท ซึ่งจะต้องเสียภาษีตามระเบียบของการซื้อขายออพชั่นหุ้น

การซื้อขายดังกล่าว ซึ่งเปิดเผยในการยื่นเอกสารตามระเบียบการซื้อขายสองฉบับในวันพุธที่ผ่านมา จะครอบคลุมภาระภาษีของออพชั่นหุ้นที่อยู่ในครอบครองของมัสก์ในเดือนกันยายน โดยเขาใช้สิทธิซื้ออพชั่นหุ้นมากกว่า 2.1 ล้านหุ้นในราคาหุ้นละ 6.24 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 205 บาท) ส่วนราคาหุ้นของบริษัทเทสลาตอนปิดตลาดในวันพุธ อยู่ที่ 1,067.95 ดอลลาร์สหรัฐ (35,121 บาท) ต่อหุ้น

ธุรกรรมดังกล่าว “มีผลโดยอัตโนมัติ” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการซื้อขายที่นำมาใช้ในวันที่ 14 กันยายน เพื่อขายออพชั่นหุ้นที่กำลังจะหมดอายุในปีหน้า ตามแบบฟอร์มที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ นั่นคือเกือบสองเดือนก่อนที่เขาจะโพสต์ถามเรื่องการขายหุ้นลงในทวิตเตอร์

มัสก์เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของเทสลา ณ เดือนมิถุนายน โดยถือหุ้นประมาณ 17% ของบริษัท เขาเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดในโลกตามข้อมูลของนิตยสาร Forbes โดยมีมูลค่าหุ้นสุทธิประมาณ 282,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.27 ล้านล้านบาท) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมูลค่าหุ้นของบริษัทเทสลา

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มัสก์กล่าวว่าเขาจะขายหุ้น 10% ในบริษัท ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 658,000 ล้านบาท) ตามผลจากโพลที่เขาตั้งไว้บนทวิตเตอร์ ซึ่งส่งผลให้มูลค่าหุ้นของเทสลาตกลงในวันจันทร์และอังคารที่ผ่านมา แต่ก็ราคาก็กลับขึ้นมาอีกในวันพุธ โดยราคาหุ้นขึ้นมาราว 2.6% หรือราคาหุ้นละ 1,096 ดอลลาร์สหรัฐ (36,044 บาท) ในการซื้อขายนอกเวลาเมื่อวันพุธ

แดเนียล ไอฟ์ส์ นักวิเคราะห์ของบริษัทเวดบุช ซีเคียวริตี้กล่าวว่า มัสก์จะเริ่มขายหุ้นราวสิ้นปีนี้ และตั้งข้อสังเกตว่า “คำถามของนักลงทุนก็คือ เขาจะขายตามสัดส่วนการถือหุ้นทั้งหมด 10% ของเขาในช่วงหลายเดือนข้างหน้า หรือจะทยอยขายไปทีละน้อยในปี 2565”

ไอฟ์ส์คำนวณว่ามัสก์จะต้องจ่ายภาษีประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 328,870 ล้านบาท) จากการขายออพชั่นหุ้นของเขา โดยมีกำหนดการจ่ายในฤดูร้อนปีหน้า